Startup

Lean Startup หลักของการรีดธุรกิจให้หุ่นดี

lean startup

คำว่า Lean เมื่อก่อนจะมีแต่คนในวงการของสายการผลิตเท่านั้นที่คุ้นเคย เพราะมันเป็นเรื่องของการว่าด้วยการลดความสูญเสียในเรื่องของวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในการผลิต รวมถึงเรื่องกำลังคนที่ว่างเว้นจากการทำงานหลัก แต่ตอนนี้มีการนำเอาเรื่องของ Lean มาใช้ในการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้ นั่นก็คือการนำเอามาพัฒนาเรื่องของกระบวนการ โดยเฉพาะในธุรกิจรุ่นใหม่อย่าง Startup จึงเป็นที่มาของคำว่า Lean Startup นั่นเอง

ธุรกิจที่เกิดใหม่อย่าง Startup เน้นที่ความรวดเร็วในการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ยอมรับเรื่องของการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการการทำงานส่วนไหนไม่ได้เลย เพราะทุกความสูญเสียหมายถึงความเสี่ยงในการล้มหายตายจากไปของธุรกิจ เดิมทีเดียวนั้นจะนำเอา Lean มาใช้ในขณะที่เริ่มทำธุรกิจไปแล้วเพื่อลดความสูญเสีย แต่สำหรับ Startup จะต้องนำ Lean มาใช้ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ เพราะถ้าหากจะรอจนทำการพัฒนาสินค้าจนเสร็จอย่างที่ตัวเราตั้งใจไว้ ลูกค้าก็อาจจะจากไปแล้ว เพราะในโลกปัจจุบันนี้เวลาเป็นเรื่องสำคัญ

แนวคิดของ Lean Startup

แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นต่างๆ ออกไป การปรับลดความสามารถของสินค้าตัวต้นแบบลง โดยให้มุ่งเน้นไปที่ความต้องการของลูกค้าในอนาคตเป็นหลัก กล่าวคือในการพัฒนาสินค้าหนึ่งตัว มันจะต้องเป็นสิ่งที่มีคนต้องการใช้เท่านั้น จึงเป็นที่มาของคำว่า “ต้องสร้างในสิ่งที่มีคนต้องการ” เท่านั้น

ธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นไอเดียบางอย่างอาจจะเข้าท่า แต่ถ้าทำออกมาแล้วไม่มีคนใช้ เพราะมันเกิดจากความต้องการของทีมงานที่สร้างมันขึ้นมาฝ่ายเดียว ไม่ได้เกิดจากความต้องการที่มีอยู่จริงของคนใช้งาน สินค้าบางอย่างทุ่มเทเวลาเข้าไปเป็นปีพร้อมด้วยฟังก์ชั่นนับร้อย พอเอาไปวางขายจริงพบว่าลูกค้าต้องการใช้งานเพียงแค่ 10 ฟังก์ชั่นเท่านั้น หากใช้ Lean Startup คุณจะรู้ตั้งแต่ก่อนทำการพัฒนาสินค้าออกมา ว่าคุณต้องทำให้สินค้ามีเฉพาะฟังก์ชั่นที่ลูกค้าต้องการก็เพียงพอแล้ว นั่นเท่ากับลดความสูญเสียได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มไปได้มากถึง 90%

หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ต้องรู้ความต้องการของลูกค้า

แกนหลักของ Lean Startup คือเรื่องของการ “เรียนรู้” และการเรียนรู้ที่ว่านี้คือการเรียนรู้ลูกค้า นั่นคือธุรกิจสตาร์ทอัพจะต้องเรียนรู้ให้ได้ว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตัวเองนั้นมีความต้องการที่แท้จริงในเรื่องใดบ้าง แล้วสามารถจัดลำดับความสำคัญของความต้องการของลูกค้าได้ จากนั้นจึงทำการลงมือพัฒนาสิ่งที่ลูกค้าต้องการออกมา

ในหนึ่งรอบของการเรียนรู้ต้องมีเรื่องของเวลาเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ ยิ่งทำการเรียนรู้ได้เร็วมากขึ้นเท่าไรก็ทำให้เพิ่มโอกาสในการผลิตสินค้าที่มีคนต้องการมากขึ้นเท่านั้น เรียนรู้แล้วทำเรียนรู้แล้วปรับแก้ยิ่งเร็วยิ่งดี แต่ต้องรู้จักแยกแยะประเภทของลูกค้าด้วยว่าใช่กลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกเอาไว้หรือเปล่า เพราะถ้าเราไปทุ่มการเรียนลูกกับลูกค้าผิดกลุ่มสินค้าที่เราทำการพัฒนาออกมาอาจจะกลายเป็นคนละตัวกับที่เราต้องการจะทำ ดังนั้นการเรียนรู้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

Leave a Response