AI

10 เรื่องเกี่ยวกับ AI ที่ Gartner อยากบอกให้เรารู้

ai in your life

ทุกปี Gartner ซึ่งเป็นบริษัททำการวิจัยการตลาดที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจไอที จะออกรายงานการวิเคราะห์วิจัยต่างๆ ออกมา และนอกจากเรื่องตัวเลขการขายต่างๆ แล้วนั้นเขายังมีการวิเคราะห์ในแง่มุมอื่นๆ ไว้อีกและนี่ถือว่าเป็นอีกปีที่มีรายงานเกี่ยวกับคาดการณ์ในเรื่องของ AI ที่น่าจะสัมผัสเข้าใกล้กับการทำธุรกิจของ SME ในปี 2018 มาให้ได้ศึกษากัน

เริ่มที่ภาพใหญ่นั้น Gartner คาดการณ์ไว้เลยว่าภายในปี 2022 ว่าอุปกรณ์มือถือ 80% นั้นจะถูกบรรจุความสามารถในการทำงานของ เอไอ เอาไว้ โดยที่ฟันธงเอาไว้ว่าในอนาคตจะสามารถทำให้มือถือ เรียนรู้และแก้ไขปัญหาของผู้ใช้ได้และมันยังช่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรมากมาย แต่สำหรับตอนนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังจะได้เห็นความ เก่ง ของมันอีกมากมาย

โดยรายงานดังกล่าวของ Gartner ได้ทำนายอนาคตของ AI เอาไว้ 10 เรื่องดังนี้

1.เอไอ จะรู้ใจผู้ใช้อุปกรณ์มากขึ้น ยิ่งกว่าแฟน

ด้วยความสามารถของ เอไอ จะทำให้อุปกรณ์มือถือสามารถจดจำและทำนายการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ได้ เช่น รู้ว่าผู้ใช้เป็นใคร อยากได้อะไร เมื่อไหร่ที่ต้องการ หรืออยากให้สิ่งนั้นสำเร็จอย่างไร รวมถึงปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้ใช้ยกตัวอย่างเช่น มันอาจจะช่วยเปิดหุงข้าว 20 นาทีก่อนคุณกลับบ้านได้

2.ระบบตรวจสอบพิสูจน์ตัวตนที่ชาญฉลาด

การทำงานร่วมกันของ Machine Learning ร่วมกับระบบตรวจสอบทางชีวภาพและพฤติกรรมของผู้ใช้จะทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการพิสูจน์ตัวตน เช่น อุปกรณ์มือถือสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ได้ว่ามีรูปแบบ การเดิน น้ำหนักการกดโทรศัพท์ การเลื่อนแป้นพิมพ์มือถือหรือจังหวะการพิมพ์ และใช้รูปแบบเหล่านี้แทนการใช้รหัสผ่าน

3.อุปกรณ์ที่รู้แม้กระทั่งอยู่ในอารมณ์ไหน

ด้วยเทคโนโลยีของ Affective computing หรือการรับรู้สถานะอารมณ์ของผู้ใช้ผ่านทางเซนเซอร์ เช่น ไมโครโฟน กล้อง หรืออื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้มือถือสามารถตรวจจับ วิเคราะห์ ประมวลผล และตอบสนองกับภาวะอารมณ์ของผู้ใช้ได้

4.ความอัจฉริยะขั้นกว่า ในการเข้าใจภาษามนุษย์ลึกซึ้งขึ้น

Deep Learning และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องบนอุปกรณ์มือถือจะทำให้จดจำคำพูดได้แม่นยำมากขึ้นและเข้าใจความต้องการอย่างเฉพาะเจาะจงได้ เช่น พูดว่าอากาศหนาวอาจจะหมายถึงสั่งเปิดเครื่องทำความร้อนให้หรือปรับแอร์ให้อุ่นขึ้น และมันอาจจะเป็นตัวแปลภาษาต่างๆ ได้เพื่อช่วยเหลือคุณยามเดินทางไปต่างประเทศที่มีภาษาแตกต่างกัน เช่น หูฟังแปลภาษาตัวใหม่ของ Google

5.AR และ AI จะถูกผนวกเข้าเป็นโลกเดียวกัน

มีอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยี AR เกิดขึ้นจำนวนมาก อย่าง iOS 11 ได้มีฟีเจอร์ ARKit ที่ให้นักพัฒนาสามารถเพิ่ม AR ไปยังแอปพลิเคชันง่ายขึ้น ซึ่งทาง Google เองก็มี ARCore สำหรับนักพัฒนา AR เช่นกันโดยวางแผนจะเปิด AR บนอุปกรณ์กว่า 100 ล้านชิ้นภายในปีหน้า ตัวอย่างหนึ่งที่นำ AR ไปใช้บนแอปพลิเคชันให้เกิดประโยชน์คือการเก็บข้อมูลผู้ใช้และตรวจหาโรคมะเร็งผิวหนังหรือมะเร็งตับอ่อนได้

6.จัดการตัวอุปกรณ์ได้ง่าย สบายขึ้น

Machine Learning จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์โดยการใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมากเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ เช่น เมื่อไหร่ที่จะใช้แอปพลิเคชันนี้และบ่อยแค่ไหน โดยมันอาจจะเก็บแอปพลิเคชันใช้บ่อยทำงานไว้เบื้องหลังแต่ปิดแอปพลิเคชันที่ไม่ค่อยใช้ทิ้งเพื่อประหยัดพลังงาน

7.มีการสร้างข้อมูลของผู้ใช้ได้หลายคน

ในโลกที่การใช้อุปกรณ์อัจฉริยะเป็นเรื่องธรรมดา การมีผู้ใช้หลายคนกับอุปกรณ์ตัวเดียวก็เป็นเรื่องธรรมดาตามไปด้วย ทำให้ AI สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้และนำไปจัดทำโปรไฟล์ได้ โดยผู้ใช้แต่ละรายจะได้รับการปกป้องและช่วยเหลือตามโปรไฟล์ของตนขึ้นกับกิจกรรมที่กำลังทำอยู่และสภาพแวดล้อมที่อยู่ขณะนั้น นอกจากนี้บริษัทประกันสามารถใส่ใจผู้ใช้มากกว่าทรัพย์สิน เช่น สามารถปรับประกันรถยนต์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมได้

8.เอไอ ที่ฉลาดในการตรวจสอบเนื้อหา ข้อมูล ที่ไม่เหมาะสม

สามารถตรวจจับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้อัตโนมัติโดยความสามารถของซอฟต์แวร์จดจำที่สามารถตรวจจับเนื้อหาที่ละเมิดกฎหมายหรือผิดนโยบายบริษัทได้ เช่น แจ้งเตือนฝ่าย IT หากมีการถ่ายรูปข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทโดยใช้โทรศัพท์ที่ออฟฟิศแจกให้ หรือกรณีการใช้งานของบุคคลทั่วไปหากผู้ใช้เป็นเยาวชนคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาลามก เอไอ ก็จะเลือกการเข้าถึงได้ทันที

9.เอไอ ที่ทำหน้าที่ปรับแต่งภาพได้ด้วยตนเอง

ปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนอย่างของ Huawei Mate 10 ที่สามารถวิเคราะห์วัตถุที่จะถ่ายภาพออกมาได้ว่าเป็นอะไร อาหาร สัตว์เลี้ยง แมว หรือสุนัข หรือมนุษย์ หรือภาพวิวที่เป็นสภาวะแสงแบบไหนกลางวันหรือพระอาทิตย์ตก มากไปกว่านั้น เอไอ รุ่นใหม่นั้นจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและจัดการสิ่งเหล่านี้ได้แต่ละบุคคลหรือตามเชื้อชาติ เพราะความนิยมและนิยามของแต่ละคนหรือพื้นที่นั้นไม่เหมือนกัน

10.เอไอ วิเคราะห์เสียงเพื่อการทำงานอื่นๆ

รอบตัวทุกคนมีเสียงที่แตกต่างกันอาจจะเคยเห็นหูฟังที่สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ แต่กับ เอไอ รุ่นใหม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น เช่น สามารถนำเสียงที่ได้ยินไปวิเคราะห์และดำเนินการต่อได้ เช่น ได้ยินเสียงผู้ใช้นอนกรนมันจะสั่งสายรัดข้อมือผู้ใช้กระตุ้นให้ผู้ใช้เปลี่ยนท่านอน

ทำไม SME ถึงต้องรู้เรื่องนี้ อย่างแรก เอไอ นั้นกำลังจะกลายมาเป็นสินค้าหรือบริการที่มีโอกาสเวียนเข้ามาเป็นสิ่งที่ SME มีโอกาสได้ขายหรือใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจ สอง เอไอ กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ SME จะต้องพึ่งพาในอนาคตอันใกล้โดยเฉพาะในแง่ของการขายและการตลาด หรือแม้กระทั่งเรื่องของการดำเนินธุรกิจบางเรื่องที่วันนี้เราได้เห็นแล้วก็คือ เอไอ ที่ทำหน้าที่บริการหลังการขายหรือ Call Center ต่างๆ

อย่าเพิ่งมอง เอไอ เป็นเรื่องไกลตัวหรือเทคโนโลยีราคาแพงที่ SME เอื้อมไม่ถึง เอาง่ายๆ ถ้าในมือคุณถือ iPhone ลองเรียก Siri ขึ้นมาทำงานดูแล้วคุณจะทึ่งและเริ่มเรียนรู้ว่า เอไอ มันน่าสนใจขนาดไหน

Leave a Response