AITrend

คนเหล็ก 2029 ไม่ตามฆ่า แต่จะมาทำให้คนตกงาน

คนเหล็ก 2029

เชื่อว่าหลายคนคงจะจำชื่อเรื่อง คนเหล็ก 2029 ได้กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะตัวเลขของปีคริสต์ศักราชดังกล่าว ที่ตอนนั้นดูเหมือนจะยังห่างไกล แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ใกล้เข้ามาแล้ว อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเรากำลังจะบอกคุณว่าให้เตรียมตัวรับการการกวาดล้างมนุษย์จากหุ่นยนต์เหมือนในภาพยนตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเลวร้ายกว่าก็เป็นได้ เพราะมันคือการฆ่าคนทางอ้อมด้วยการทำให้ “คนตกงาน”

คนเหล็ก 2029 มาแย่งงานอย่างเดียวเลย

รายงานฉบับใหม่ของ McKinsey Global Institute แสดงให้เห็นว่าในปี 2030 แรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 73 ล้านคนเสี่ยงที่จะตกงาน หรือไร้งานทำ เนื่องจากการมาถึงของระบบอัตโนมัติต่างๆ ซึ่งเรื่องที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือพบว่าจำนวนแรงงานกว่าครึ่งหนึ่งของอเมริกาสามารถนำเครื่องจักรอัตโนมัติมาทำงานแทนได้แล้ว

ส่วนตัวเลขการคาดการณ์ว่าจำนวนคนที่เสี่ยงจะตกงานด้วยการถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรและระบบอัตโนมัตินั้นพุ่งสูงถึง 800 ล้านคน จากจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งต้องเข้ารับการฝึกอบรมเรียนรู้อาชีพใหม่ ซึ่งก็คืออาชีพที่จะทำการควบคุมระบบอัตโนมัติต่างๆ เหล่านี้นั่นเอง

กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยง

งานที่ต้องการวุฒิการศึกษาน้อยมีความเสี่ยงสูงมาก งานอย่างพนักงานเก็บเงินในร้านสะดวกซื้อ พนักงานเก็บค่าทางด่วน รวมถึงบรรดาโอเปอร์เรเตอร์เป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะงานลักษณะที่กล่าวมาไม่ต้องการทักษะในการคิดวิเคราะห์จากมนุษย์มากนัก ทำให้มันง่ายต่อการทดแทนด้วยเครื่องจักรเข้าจัดการแทน

ตำแหน่งงานกว่า 7.5 ล้านตำแหน่งของธุรกิจค้าปลีกกำลังถูกสั่นคลอนในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ ร้านขายยา CVS ทำการติดตั้งระบบจ่ายเงินเองมากถึง 448 สาขา McDonald เริ่มให้ลูกค้าสั่งอาหารผ่านจอทัชสกรีนในร้าน Amazon เองก็เอาจริงเอาจังอย่างหนักกับ Amazon Go ซุปเปอร์มาเก็ตไร้ช่องจ่ายเงิน

มีการคาดการณ์เอาไว้ว่า พนักงานขับรถกว่า 5 ล้านคนจะเริ่มตกงานตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป เมื่อรถยนต์สามารถขับเคลื่อนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบคนขับรถก็จะต้องพัฒนาตัวเองไปทำงานด้านอื่นแทน คนจะหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้เด็ดขาด

งานเกี่ยวกับฟาสต์ฟู้ดกว่า 80,000 งานจะหายไปในปี 2024 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องทำให้หลายธุรกิจเริ่มจะหาทางออกให้กับตัวเอง แน่นอนว่าทางเลือกของระบบอัตโนมัติกำลังมาแรงเช่นกันในธุรกิจอาหารจานด่วน อีกไม่นานพนักงานที่เป็นคนครึ่งหนึ่งจะไม่ถูกจ้างงาน เพราะเราจะนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้งานแทน

ถึงแม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นสถานการณ์ในต่างประเทศ แต่เชื่อว่าในประเทศไทยเองก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เตรียมตัวเตรียมใจกันเอาไว้ให้พร้อม อาชีพที่โดนหุ่นยนต์แย่งงานแน่ๆ เลยก็คือ พนักงานเก็บเงิน, คนขับรถ และงานในร้านอาหารจานด่วน มนุษย์เราต้องพัฒนาตัวเองไปทำในงานที่ซับซ้อนกว่าที่เป็นอยู่จึงจะเอาชนะหุ่นยนต์ได้

กลุ่มอาชีพที่น่าจะปลอดภัย

สัมผัสของคนต่อคนเป็นเรื่องจำเป็นในวงการแพทย์ ทำให้เป็นเรื่องยากที่เครื่องจักรจะมาทำงานแทนคนในส่วนนี้ได้ ในการจัดอันดับงานที่สามารถทดแทนด้วยระบบอัตโนมัตินั้นพบว่าอาชีพแพทย์และพยาบาลยังห่างไกลจากการถูกแทนที่ จริงอยู่ที่ความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำการจ่ายยาทำการรักษาจะแม่นยำกว่า แต่คนไข้ก็ยังไม่เชื่อมั่นที่จะรับการวิเคราะห์และรักษาจากสิ่งที่ไม่ใช่คน

การที่จะโค้ชนักกีฬาให้อยู่ในระเบียบวินัยได้นั้นต้องใช้หลักจิตวิทยาขั้นสูงจึงจะสามารถจัดการได้ เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ของโค้ชในการทำงานร่วมกับเด็ก ซึ่งเรื่องแบบนี้หุ่นยนต์ไม่มีทางทำได้ เพราะหากปล่อยให้เด็กๆ เหล่านี้รับคำแนะนำจากระบบอัตโนมัติยิ่งจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง ความเครียดจะมีเพิ่มมากขึ้น งานแบบนี้ต้องเป็นคนเท่านั้น

งานด้านนี้มีความพยายามมาระยะหนึ่งแล้ว ที่อยากให้หุ่นยนต์ทำการตัดผมและแต่งหน้าให้กับคน แต่เรื่องนี้ก็เข้าข่ายเป็นงานศิลปะเหมือนกัน หุ่นยนต์อาจจะทำได้ในรูปแบบที่กำหนดเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำการออกแบบให้เข้ากับความเป็นหนึ่งเดียวของคนแต่ละคนได้

งานที่ต้องใช้เรื่องของอารมณ์และความรู้สึกนั้น AI ไม่น่าจะทำได้ดีกว่าคน เพราะขึ้นชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ย่อมต้องเป็นการตัดสินใจจากข้อมูลที่มีอยู่และทำการตัดสินใจแบบมีเหตุผล ต่างจากงานที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจและใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลอย่างงานของนักสังคมสงเคราะห์

นี่เป็นแค่ตัวอย่างของอาชีพที่ระบบอัตโนมัติยังไม่สามารถเข้ามาทำงานแทนที่คนได้ ซึ่งงานทุกงานล้วนเป็นงานที่ต้องใช้เรื่องของการสะสมประสบการณ์และการใช้เรื่องของอารมณ์กับความรู้สึก แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คนเรามีอยู่ในตัวและสามารถพัฒนาได้ คนเราควรจะพัฒนาตัวเองไปทำงานที่ซับซ้อนกว่าเท่านั้นจึงจะอยู่รอด

Leave a Response