GadgetStartup

ยิ้มสู้ เท่านั้นถึงจะทำให้กระจกไฮเทครุ่นนี้ทำงาน

กระจกไฮเทค ยิ้มสู้

อย่างที่เราทราบกันดีว่าสตาร์ทอัพจะทำอะไรออกมาซักอย่างจะต้องเป็นการลด pain point อะไรสักเรื่อง นั่นก็คือทำออกมาแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่างที่มีอยู่บนโลกใบนี้ หลายครั้งที่คนปกติอย่างเรามักจะทำตัวเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาอยู่บ่อยๆ จนทำให้บรรดานักคิดนักประดิษฐ์ต้องคอยแก้ปัญหาให้อยู่เรื่อย แต่ใครจะไปคิดว่าคนป่วยก็จะมีปํญหาในมุมมองที่เราคาดคิดไม่ถึงอย่างเรื่องของ ยิ้มสู้

ที่มาที่ไปของกระจกไฮเทค

Berk Ilhan เจ้าของโครงการ Smile Mirror หรือกระจกไฮเทคที่จะทำหน้าที่เป็นกระจกก็ต่อเมื่อคนที่มายืนอยู่หน้ากระจกต้องทำการยิ้มเท่านั้น ทำไมกระจกจะต้องมีกลไกในเรื่องแบบนี้ด้วย เจ้าของโครงการเล่าให้ฟังว่าอันที่จริงกระจกไฮเทคตัวนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาสำหรับคนธรรมดาทั่วไป แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กำลังใจกับคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง

เพราะคนที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งมักจะท้อแท้หมดหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ยิ่งซึมเศร้าก็ยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอ แต่ถ้าหากคนไข้คนไหนมีพลังในด้านบวกเยอะ โดยเฉพาะยังหัวเราะและยิ้มได้อย่างเป็นปกติ ทางการแพทย์ยืนยันว่าการยิ้มและหัวเราะจะเป็นการกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างการทำงานดีขึ้น ส่งผลให้คนไข้สามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้มากขึ้นนั่นเอง

Smile Mirror จึงถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้คนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ยิ้มสู้ ให้มากขึ้น นั่นคือทุกครั้งที่จะมองกระจกก็ต้องยิ้มก่อนจึงจะเห็นภาพตัวเองในกระจก และทุกครั้งที่เห็นหน้าตัวเองในกระจกก็คือใบหน้าขณะที่กำลังยิ้มอยู่ การเห็นหน้าตัวเองทุกครั้งที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มจะส่งผลดีต่อใจและดีต่อร่างกายในที่สุด

หลักการทำงานที่ไม่ซับซ้อนขอแค่ ยิ้มสู้

หลักการทำงานก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร ก็จะเป็นการทำงานที่คล้ายกับการทำงานของ Tablet ตัวหนึ่ง ที่มีกล้องคอยจับภาพใบหน้าของคนที่มายืนอยู่ข้างหน้า เมื่อคนในกล้องทำการยิ้ม ระบบก็จะทำงานเปิดหน้าจอทำงานทำให้คนที่ยืนอยู่เห็นหน้าตัวเอง ก็จะเป็นเหมือนกับการไปยืนอยู่หน้ากระจกแล้ว สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบติดผนังและตั้งโต๊ะ

หลังจากที่ทำการออกแบบและทำต้นแบบออกมาแล้วพบว่าราคาค่อนข้างสูง คืออยู่ระหว่าง 2,000 ถึง 3,000 เหรียญสหรัฐ แต่ถ้าผ่านเข้าโครงการ Kickstarter ด้วยการระดมทุนแบบ crowdfunding ได้สำเร็จราคาก็จะลดลงมาเหลือเพียงอันละ 500 เหรียญ และที่สำคัญการระดมทุนครั้งนี้ตั้งใจเพื่อจะทำให้ผลิตได้จำนวนมากแล้วเอาไปบริจาคให้โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ทำการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง

บางครั้งโครงการที่เกิดจากสตาร์ทอัพ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และปัญหาที่แก้ก็ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตอะไรมากมาย เพียงเรารู้จักประยุกต์ใช้ให้เป็น มองให้เห็นปัญหา และเริ่มออกแบบวิธีการแก้ไข ใครจะไปคิดว่า “รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ” จะกลายมาเป็นยาที่สามารถต่อสู้โรคร้ายอย่างมะเร็งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Money.cnn.com

 

Leave a Response